วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

พายุพังสวนยาง แทบหมดตัว วอนรัฐเร่งช่วย

ชาวพัทลุง สุดช้ำ พายุซัดสวนยางพารา หักโค่นพังราบนับหลายหมื่นไร่ ทำแทบสิ้นเนื้อประดาตัว วอนรัฐบาลเร่งให้ความช่วยเหลือด่วน ...

ชาวบ้านที่อาศัยในบริเวณริมทะเลสาบลำปำ (ทะเลสาบสงขลา ตอนใน) ในพื้นที่ อ.ปากพะยูน บางแก้ว เขาชัยสน เมืองพัทลุง และ อ.ควนขนุน กำลังประสบกับความเดือดร้อนจากสภาวะน้ำท่วมขัง เนื่องจากกระแสลมในทะเลสาบพัดหนุนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ ต.เกาะหมาก ต.เกาะนางคำ อ.ปากพะยูน ซึ่งเป็นพื้นที่เกาะต่างๆ จำนวน 20 หมู่บ้าน กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากเส้นทางถูกตัดขาดจากภายนอก โดยเฉพาะเส้นทางปากพะยูน- เกาะนางคำ ระดับน้ำบางจุดสูงถึง 2 เมตร ทำให้รถเล็กไม่สามารถสัญจรไปมาได้

ในขณะที่พื้นที่ ต.ท่ามะเดื่อ โคกสัก และนาปะขอ อ.บางแก้ว กำลังเดือดร้อนเช่นกัน เนื่องจากระดับน้ำจากพื้นที่เทือกเขาบรรทัดไหลทะลักเข้ามาเรื่อยๆ ในส่วนของพื้นที่ ม.8 ต.หานโพธิ์ อ.เขาชัยสน ชาวบ้านก็ได้รับความเดือดร้อนเช่นกัน บางจุดมีการอพยพชาวบ้าน สัตว์เลี้ยงมาอยู่บนถนน ในส่วนของชาวบ้านในหัวป่าเขียว ท้องที่ ม.7 ต.ทะเลน้อย อ.ควนขนุน ประมาณ 85 ครัวเรือน ได้อพยพครอบครัวมาพักอาศัยชั่วคราวในโรงเรียนหัวป่าเขียว และศูนย์ศิลปาชีพบ้านหัวป่าเขียว

ทางด้าน นายสมชาย แก้วลาย หน.สนง.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จ.พัทลุง (สกย.พัทลุง) กล่าวว่า การเกิดอุทกภัยและวาตภัยในพื้นที่ จ.พัทลุงในครั้งนี้ เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี เพราะต้นยางพาราถูกกระแสน้ำป่าและพายุพัดล้มเสียหายโดยสิ้นเชิงเป็นจำนวนมาก โดยในพื้นที่ อ.ป่าบอน อ.ปากพะยูน พื้นที่สวนยางพาราได้รับความเสียหาย ประมาณ 40,000 ไร่ พื้นที่ อ.บางแก้ว อ.เขาชัยสน อ.ตะโหมด เสียหายประมาณ 8,000 ไร่ พื้นที่ อ.ควนขนุน อ.ศรีบรรพต อ.ป่าพะยอม เสียหาย ประมาณ 4,500 ไร่ และพื้นที่ อ.เมืองพัทลุง อ.กงหรา อ.ศรีนครินทร์ เสียหายประมาณ 5,500 ไร่ รวมค่าเสียหายทั้งสิ้นประมาณ 58,000 ไร่

โดยพื้นที่สวนยางพาราส่วนใหญ่ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดจะอยู่ในพื้นที่ ต.เกาะหมาก และ ต.เกาะนางคำ อ.ปากพะยูน ทางด้านเกษตรกรปลูกยางพารารายหนึ่งในท้องที่ ม.5 ต.เกาะหมาก อ.ปากพะยูน กล่าวว่า การเกิดฝนตกหนักและพายุพัดแรงในครั้งนี้ นอกจากบ้านของตนได้รับความเสียหายจากต้นไม้ใหญ่ล้มทับแล้ว สวนยางพาราของตนประมาณ 25 ไร่ ก็ถูกพายุพัดล้มจนเสียหายโดยสิ้นเชิง จากนี้ไปครอบครัวของตนคงเดือดร้อนหนักเพราะไม่มีรายได้เลี้ยงครอบครัว จะลงหาปลาในทะเลสาบก็ไม่คุ้มค่ากับค่าน้ำมัน สิ่งที่น่าห่วงก็คือลูกๆที่กำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี และอนุปริญญา ตนคิดว่าความเสียหายของตนมากกว่าพี่น้องใน อ.หาดใหญ่ เพราะยางพารา กว่าจะกรีดได้ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี ส่วนเพื่อนบ้านในหมู่บ้านเดียวกันก็เดือดร้อนเหมือนตน บางรายสวนยางพาราโดนพายุพัดล้มมากถึง 50 ไร่ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขความเดือดร้อนให้พวกตนด้วย


ที่มา: ไทยรัฐ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น